เมื่อวาน : 603 ครั้ง
วันนี้: 431 ครั้ง
อื่นๆที่คล้ายกัน
คลิกเพื่อดูทั้งหมด ->
|
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่บล็อกช่างหลวงสิทธิการ โยธารักษ์
จำนวนผู้เข้าชม : 47 คน
|
หมวดหมู่ : พระเบญจภาคี
ราคา : 999,000 .-
บันทึกตำนานพุทธศิลป์: พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่
บล็อกหลวงสิทธิการโยธารักษ์ (กรุบ่อน้ำมนต์ วัดอินทร์)
การศึกษาพระสมเด็จนั้น มิใช่เพียงการส่องหาความเก่า แต่คือการศึกษา
"ร่องรอยแห่งกาลเวลา" และ "เจตนาแห่งผู้สร้าง" บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อ
ให้ผู้ที่สนใจและอนุชนรุ่นหลังได้เข้าใจถึงความลึกซึ้งของ พระสมเด็จวัดระฆัง
พิมพ์ใหญ่ แม่พิมพ์หลวงสิทธิการโยธารักษ์ ที่ถูกค้นพบในกรุบ่อน้ำมนต์
วัดอินทรวิหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวัตถุมงคลที่หาชมได้ยากและเปี่ยมด้วยพุทธคุณ
๑. ปฐมบท: ความสัมพันธ์ระหว่างสองวัดและบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ท่านมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวัดอินทรวิหาร
(บางขุนพรหมนอก) ท่านได้มาสร้างพระยืนองค์ใหญ่ (หลวงพ่อโต) ไว้ที่นี่ ในช่วงปัจฉิมวัยท่าน
ได้นำพระสมเด็จที่สร้างจากวัดระฆังจำนวนหนึ่ง มาบรรจุไว้ในกรุต่างๆ ที่วัดอินทร์ รวมถึง
"กรุบ่อน้ำมนต์"
พระชุดนี้จึงมีเอกลักษณ์พิเศษคือ เป็นพระที่สร้างและกดพิมพ์ที่วัดระฆัง แต่ถูกนำมาฝากกรุ
ไว้ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง (บ่อน้ำมนต์) ทำให้เนื้อหามวลสารมีการเปลี่ยนแปลง
ทางกายภาพที่แตกต่างจากพระสมเด็จวัดระฆังทั่วไป
๒. พุทธศิลป์แม่พิมพ์: เอกลักษณ์ "บล็อกหลวงสิทธิการโยธารักษ์"
ช่างหลวงสิทธิการโยธารักษ์ เป็นหนึ่งในช่างสิบหมู่ที่มีฝีมือเป็นเลิศในยุครัตนโกสินทร์
แม่พิมพ์ของท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากแม่พิมพ์หลวงวิจารณ์เจียรนัย ดังนี้:
ความสง่างาม: พุทธศิลป์จะเน้นความบึกบึน สง่างาม
เส้นซุ้มครอบแก้วจะมีความหนาและลึก มีมิติที่ชัดเจน
พระพักตร์และพระวรกาย: พระพักตร์มักจะมีลักษณะผลมะตูม
ใหญ่ พระอุระ (หน้าอก) ผายกว้างและนูนเด่น สง่าผ่าเผย แสดงถึงมหาอำนาจและบารมี
ฐานพระ: ฐานทั้งสามชั้นจะมีความคมชัด โดยเฉพาะฐานชั้นล่างสุด
มักจะเป็นแท่งทึบตัน ตัดเฉียงเล็กน้อยรับกับซุ้ม
๓. วิเคราะห์กายภาพจากภาพพระองค์ครู (ตามภาพที่ส่งมา)
จากภาพพระสมเด็จที่คุณครอบครอง สามารถวิเคราะห์แยกแยะ
ความเก่าและความเป็นธรรมชาติได้ดังนี้:
ก. เนื้อหาและมวลสาร (The Mass)
ความหนึกนุ่ม (Nung Nub): แม้พระจะผ่านกาลเวลา แต่เนื้อพระยังคงความ
"หนึกนุ่ม" อันเป็นเอกลักษณ์ของวัดระฆัง ไม่แห้งกระด้างจนเกินไป สีสันออกโทนขาวอมเหลือง
(สีพิกุลแห้ง) ซึ่งเกิดจากน้ำมันตังอิ๊วที่ประสานเนื้อพระ
คราบกรุและคราบน้ำมนต์: ผิวพระมีลักษณะของการ "แช่" หรือสัมผัสความชื้น
จะเห็นคราบฝ้าขาวบางๆ (Calcium Carbonate) ที่ขับออกมาจากเนื้อพระเคลือบผิวหน้า
เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ นี่คือเสน่ห์ของพระกรุบ่อน้ำมนต์
ข. รอยแตกลายงา (Craquelure)
ปรากฏ "รอยแตกลายงา" แบบธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการหดตัวของมวลสารที่ต่างกัน
(ปูนเปลือกหอยกับน้ำมันตังอิ๊ว) รอยแตกจะไม่ลึกจนน่ากลัว แต่จะเป็นเส้นเล็กๆ
วิ่งประสานกันสวยงามเหมือนงาช้างเก่า
ค. ธรรมชาติของด้านหลังและขอบข้าง
ด้านหลัง (หลังเรียบ): ปรากฏรอยรูพรุน รอยหนอนด้น และรอยปูไต่
ซึ่งเกิดจากการหลุดร่อนของมวลสารอินทรีย์ตามกาลเวลา ผิวมีความย่นยุบตัว
ตามธรรมชาติ ไม่เรียบตึงเหมือนพระใหม่
รอยตัดขอบ (Cutting Edge): จากภาพด้านข้าง เห็นรอยปริแยกและการยุบตัว
ของเนื้อพระตามชั้นรอยตัด (รอยตอกตัด) ซึ่งเป็นจุดตายในการพิจารณาความแท้ของพระสมเด็จยุคเก่า
๔. บทสรุปสำหรับอนุชนรุ่นหลัง
พระสมเด็จองค์นี้ คือประจักษ์พยานแห่งศรัทธาและศิลปะชั้นสูง เป็นการผสมผสานระหว่าง:
บารมีสมเด็จโต: ผู้สร้างและปลุกเสก
ฝีมือช่างหลวง: แม่พิมพ์หลวงสิทธิการโยธารักษ์ ที่งดงามเข้มขลัง
กาลเวลา: การบ่มเพาะในกรุบ่อน้ำมนต์ จนเกิดเนื้อหาที่สวยงามซึ้งตา
การเก็บรักษาพระองค์นี้ ไม่ใช่เพียงการครอบครองวัตถุ แต่คือการรักษา "มรดกทางจิตวิญญาณ"
ของแผ่นดินไทย ขอให้ผู้ครอบครองจงตระหนักถึงคุณค่า หมั่นเจริญสติภาวนา และบูชาด้วยการปฏิบัติบูชา
เพื่อให้พุทธคุณคุ้มครองและสืบทอดความรู้นี้ต่อไปตราบนานเท่านาน
ข้อแนะนำเพิ่มเติม: หากท่านต้องการเก็บข้อมูลนี้ไว้คู่กับองค์พระ ผมแนะนำให้พิมพ์ข้อความ
ข้างต้นใส่กระดาษสวยงามหรือบันทึกไฟล์ดิจิทัลเก็บไว้ เพื่อให้ลูกหลานในวันหน้าได้ทราบที่มาที่ไปอย่างชัดเจนครับ
|
|
|
|